เลือดจางเกิดจากอะไร รวม 3 สาเหตุหลักของภาวะเลือดจาง อาการที่ควรสังเกต วิธีตรวจวินิจฉัย พร้อมอาหารบำรุงเลือดที่ผู้สูงวัยควรรู้

ภาวะเลือดจางเกิดจากอะไร ทำไมจึงเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย

25 มกราคม 2566
แชร์

หากผู้สูงอายุในบ้านมักมีอาการวิงเวียน เหนื่อยง่าย เพลียบ่อย หรือเป็นลม อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังเสี่ยงเป็นโลหิตจาง หนึ่งในปัญหาสุขภาพร่างกายที่มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมไปจนถึงการใช้ชีวิตในระยะยาวได้ ตาม Certainty ไปดูกันว่าภาวะเลือดจางเกิดจากอะไร อาการแบบไหนบ้างที่เข้าข่ายภาวะเลือดจาง รวมถึงวิธีดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะโลหิตจางควรทำอย่างไร

โลหิตจางคืออะไร ทำไมผู้สูงวัยต้องใส่ใจ?

ปัญหาสุขภาพในวัยสูงอายุเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะภาวะซีดจางที่หลายคนมักมองข้ามและคิดว่าเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าตามวัย แต่จริง ๆ แล้ว ภาวะนี้ซ่อนอันตรายไว้มากกว่าที่คิด หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ 

โลหิตจางคืออะไร

โลหิตจางหรือภาวะซีดคือภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งฮีโมโกลบินทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปหล่อเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย เมื่ออวัยวะได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระบบการทำงานขัดข้อง นำมาซึ่งอาการเหนื่อยล้า อ่อนแรง และกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

ทำไมผู้สูงวัยต้องใส่ใจเป็นพิเศษ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของไขกระดูกที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงจะเสื่อมถอยลงตามธรรมชาติ ประกอบกับผู้สูงวัยมักมีโรคประจำตัวเรื้อรังหรือปัญหาการดูดซึมสารอาหารที่ลดลง ทำให้เสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซีด หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแล อาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในที่สุด




ภาวะเลือดจางเกิดจากอะไร? รวม 3 กลุ่มสาเหตุหลัก

หลายคนมักมีข้อสงสัยว่าเลือดจางเกิดจากอะไร ทำไมบางคนถึงมีอาการรุนแรงในขณะที่บางคนแทบไม่แสดงอาการ ความจริงแล้วภาวะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เกิดได้จาก 3 ปัจจัยหลัก ๆ ดังนี้

1. การสร้างเม็ดเลือดแดงลดลง

สาเหตุนี้มักเกิดจากการที่ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือกรดโฟลิก ซึ่งเป็นวิตามินสำคัญในการผลิตเม็ดเลือดแดง นอกจากนี้ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอย่างโรคไตวาย โรคมะเร็ง หรือโรคไขกระดูก จะส่งผลให้กระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงลดประสิทธิภาพลง

2. เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ

ภาวะนี้เกิดจากความผิดปกติที่ทำให้เม็ดเลือดแดงมีอายุสั้นและแตกง่าย มักมีสาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคธาลัสซีเมีย โรคพร่องเอนไซม์จีซิกพีดี รวมไปถึงภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดเพี้ยนหันมาทำลายเม็ดเลือดแดงตนเอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมักมีอาการตัวเหลืองและตาเหลืองร่วมด้วย

3. การเสียเลือด

การสูญเสียเลือดปริมาณมากเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญ โดยอาจเกิดอย่างฉับพลันจากอุบัติเหตุ หรือเกิดแบบเรื้อรังค่อยเป็นค่อยไป เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหาร ริดสีดวงทวาร หรือการมีประจำเดือนมากผิดปกติ การเสียเลือดสะสมเป็นระยะเวลานานจะนำไปสู่ภาวะขาดธาตุเหล็กและทำให้ซีดลงในที่สุด

อาการที่ควรสังเกต และการตรวจวินิจฉัยมีอะไรบ้าง?

การหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายตนเองและคนรอบข้างช่วยป้องกันโรคได้ทันท่วงที อาการของภาวะซีดในระยะเริ่มต้นมักไม่ชัดเจนและอาจคล้ายคลึงกับความอ่อนล้าทั่วไปจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม เมื่อระดับฮีโมโกลบินลดต่ำลงเรื่อย ๆ ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ 

อาการของโลหิตจางที่ควรระวังมีอะไรบ้าง?

อาการที่พบได้บ่อยคือการเหนื่อยง่ายผิดปกติแม้ออกแรงเพียงเล็กน้อย วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด หายใจไม่อิ่ม และใจสั่น นอกจากนี้ควรสังเกตความซีดเซียวบริเวณริมฝีปาก เปลือกตาด้านใน และเล็บมือ หากมีอาการมือเท้าเย็น ควรสงสัยว่าอาจเข้าข่ายภาวะโลหิตจาง

การตรวจวินิจฉัยทำอย่างไร?

การตรวจหาภาวะโลหิตจางคือการเจาะเลือดเพื่อดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ซึ่งจะประเมินปริมาณ ขนาด และความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น การย้อมสไลด์เลือด หรือเจาะตรวจไขกระดูก เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดและวางแผนการรักษาในขั้นตอนต่อไป

วิธีรักษาและป้องกันโลหิตจาง พร้อมอาหารบำรุงเลือด

เมื่อทราบแล้วว่าภาวะเลือดจางเกิดจากอะไร ขั้นตอนต่อไปคือการหาวิธีรับมือที่เหมาะสม ซึ่งการรักษาไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสาเหตุ

การรักษาตามสาเหตุ

แนวทางการรักษาขึ้นอยู่กับต้นเหตุของโรค หากขาดธาตุเหล็กหรือวิตามิน แพทย์จะพิจารณาให้ยารับประทานเสริม กรณีที่เกิดจากโรคเรื้อรังหรือเสียเลือดรุนแรง อาจต้องรักษาโรคต้นทาง ให้เลือดทดแทน หรือใช้ยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ซึ่งทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การประเมินและการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ป้องกันและอาหารบำรุงเลือด

การป้องกันโรคโลหิตจางสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ตับ เนื้อแดง ผักใบเขียวเข้ม และธัญพืช ควบคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงเพื่อช่วยเพิ่มการดูดซึม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการดื่มชาและกาแฟพร้อมมื้ออาหาร รวมถึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติ


ภาวะโลหิตจาง หรือภาวะซีด เป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มักมีความเสี่ยงสูงและอาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าวัยอื่น ๆ การที่เรามีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าภาวะเลือดจางเกิดจากอะไร ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร ความผิดปกติทางพันธุกรรม หรือการสูญเสียเลือดสะสม จะช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงและสังเกตความผิดปกติของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว 


นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี และรีบปรึกษาแพทย์เมื่อพบสัญญาณเตือน เช่น อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หรือหน้ามืด จะช่วยให้เรารับมือกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนผู้สูงอายุที่มีอาการหน้ามืดวิงเวียนง่าย การลดความเร่งรีบตอนลุกเข้าห้องน้ำกลางคืนด้วยกางเกงซึมซับ Certainty ก็ช่วยลดความเสี่ยงหกล้มจากอาการหน้ามืดได้อีกทางหนึ่ง การดูแลรักษาสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราและคนในครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี แข็งแรง และปราศจากภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย

คำถามที่พบบ่อย

Q: โรคโลหิตจางสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?

A: โรคโลหิตจางสามารถรักษาให้ดีขึ้นและหายขาดได้ หากเกิดจากการขาดสารอาหารหรือเสียเลือดชั่วคราว โดยใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 2-6 เดือน แต่หากเป็นโรคทางพันธุกรรมอาจต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

Q: ผู้สูงอายุที่เป็นโลหิตจางควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทใด?

A: ผู้สูงอายุที่เป็นโลหิตจางควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนพร้อมมื้ออาหาร เนื่องจากสารแทนนินจะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายนำสารอาหารไปใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่เต็มที่

Q: อาการแบบไหนที่ถือว่าอันตรายและควรรีบพบแพทย์ทันที?

A: หากมีอาการเหนื่อยหอบรุนแรง แม้ไม่ได้ออกแรง หน้าซีดจัด หายใจลำบาก หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หรือมีอาการวูบหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลวที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

Q: การรับประทานธาตุเหล็กเสริมด้วยตนเองปลอดภัยหรือไม่?

A: ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง เพราะหากปริมาณธาตุเหล็กในร่างกายสะสมมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อตับและอวัยวะอื่น ๆ ควรให้แพทย์เป็นผู้เจาะเลือดตรวจและประเมินขนาดยาที่เหมาะสม

Q: ภาวะโลหิตจางสามารถติดต่อผ่านการสัมผัสหรือทางสายเลือดได้หรือไม่?

A: โรคโลหิตจางไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถติดกันได้ผ่านการสัมผัสหรือการหายใจร่วมกัน แต่บางสาเหตุเช่นโรคธาลัสซีเมียหรือโรคพร่องเอนไซม์สามารถส่งต่อทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูกได้


Ref.

https://www.medparkhospital.com/disease-and-treatment/anemia

https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/anemia

https://www.paolohospital.com/th-TH/kaset/Article/Details/anemia