วิธีดูแลผู้ป่วยติดเตียงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ป้องกันแผลกดทับ ลดการสำลัก และดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี

7 วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

17 สิงหาคม 2569
แชร์

ภาวะนอนติดเตียงเป็นสถานการณ์ทางสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัว การดูแลผู้ป่วยติดเตียงแบบผิด ๆ อาจทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น แผลกดทับ การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ หรือระบบขับถ่าย รวมถึงภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลเนื่องจากไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างถูก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพกาย สุขภาพใจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

ผู้ป่วยติดเตียงคือใคร และเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการดูแล เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าภาวะติดเตียงคืออะไร เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงและเตรียมการป้องกันได้อย่างตรงจุด

ใครบ้างที่กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง?

ผู้ป่วยติดเตียง คือ ผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกายหรือสมองจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันได้ และต้องใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนเตียง กลุ่มเสี่ยงสำคัญได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีความเสื่อมของร่างกายตามวัย ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่เป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุรุนแรงจนกระดูกสันหลังหรือไขสันหลังเสียหาย รวมถึงผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้าย

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องเฝ้าระวังมีอะไรบ้าง?

เมื่อร่างกายไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน ระบบต่าง ๆ จะเริ่มทำงานผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดคือแผลกดทับจากการนอนทับจุดเดิมนาน ๆ ภาวะปอดแฟบและปอดอักเสบจากการสะสมของเสมหะ กล้ามเนื้อลีบฝ่อและข้อติดล็อกเนื่องจากขาดการใช้งาน รวมถึงภาวะติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ และปัญหาทางจิตใจ เช่น ความเครียดหรือภาวะสับสน


วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเตียงอย่างมืออาชีพ

การดูแลกิจวัตรประจำวันของผู้ป่วยนอนติดเตียงอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยความถูกต้องและความสม่ำเสมอ โดยมี 7 วิธีหลักที่ผู้ดูแลต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดดังนี้

1. จัดท่าและพลิกตัว ป้องกันแผลกดทับ

การนอนนิ่ง ๆ ในท่าเดิม ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังถูกกดทับจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้ ส่งผลให้เซลล์ตายและกลายเป็นแผลเรื้อรัง วิธีการดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่ถูกต้องคือต้องทำการพลิกตะแคงตัวผู้ป่วยสลับซ้าย-ขวาและท่านอนหงายทุก ๆ 2 ชั่วโมง โดยใช้อุปกรณ์เสริม เช่น หมอนพลิกตัว หรือผ้ายกตัว เพื่อลดแรงเสียดทานบนผิวหนัง และช่วยให้ผู้ป่วยสบายตัวขึ้น

2. ดูแลผิวหนังและความสะอาดร่างกาย

ผิวหนังของผู้ป่วยติดเตียงมักแห้งและมีความเปราะบาง เสี่ยงต่อการฉีกขาดและติดเชื้อ วิธีดูแลคือการเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นสลับสบู่อ่อน ๆ ทุกวัน ปูผ้ายางกันเปียกก่อนเริ่มทำความสะอาด และเช็ดผิวให้แห้งสนิททันที หลังทำความสะอาดควรทาครีมที่มีความอ่อนโยนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ในส่วนของการสระผม สามารถใช้อ่างสระผมสำเร็จรูปบนเตียงเพื่อความสะดวกและป้องกันน้ำเข้าตา

3. ดูแลการขับถ่ายและสุขอนามัยส่วนล่าง

ระบบขับถ่ายเป็นจุดที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกระแสเลือด หากผู้ป่วยขับถ่ายเองบนเตียงต้องรีบทำความสะอาดอวัยวะเพศและรอบทวารหนักทันที ซับให้แห้งแล้วทาครีมกันผื่นผ้าอ้อม การเลือกใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบเทปอย่างเซอร์เทนตี้ (Certainty) ที่ซึมซับดีและเปลี่ยนได้ง่ายในท่านอน ก็ช่วยให้การดูแลจุดนี้สะดวกและถูกสุขอนามัยขึ้น สำหรับผู้ป่วยที่ใส่สายสวนปัสสาวะ ต้องดูแลไม่ให้สายพับงอ และแขวนถุงเก็บปัสสาวะให้อยู่ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะประมาณ 30 เซนติเมตรเสมอ เพื่อป้องกันปัสสาวะไหลย้อนกลับ

4. ให้อาหารอย่างปลอดภัย ป้องกันการสำลัก

ภาวะกลืนลำบากเป็นปัญหาร้ายแรงที่อาจนำไปสู่การสำลักอาหารลงปอดจนเสียชีวิต ก่อนให้อาหารทุกครั้งต้องปรับเตียงให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่ง 45-90 องศา ให้ผู้ป่วยก้มคอเล็กน้อยขณะกลืน ห้ามแหงนคอเด็ดขาด อาหารควรมีลักษณะอ่อนนุ่มหรือข้นหนืด เช่น โจ๊กปั่น หรือมันบด และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ห้ามให้นอนราบทันที ต้องจัดให้อยู่ในท่านั่งต่อไปอีกอย่างน้อย 60 นาที

5. ดูแลช่องปาก ป้องกันปอดอักเสบ

เศษอาหารและแบคทีเรียในช่องปากที่สะสมอยู่สามารถถูกสำลักลงสู่ทางเดินหายใจและก่อให้เกิดโรคปอดบวมหรือปอดติดเชื้อได้ ผู้ดูแลจึงต้องทำความสะอาดช่องปากอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แปรงสีฟันขนอ่อนนุ่มร่วมกับน้ำยาบ้วนปาก หากผู้ป่วยไม่สามารถบ้วนปากได้ ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือก๊อซนิ่ม ๆ ชุบน้ำสะอาดเช็ดทำความสะอาดฟัน เหงือก และลิ้นให้ทั่ว

6. ทำกายภาพบำบัด ป้องกันข้อติดและกล้ามเนื้อลีบ

การปล่อยให้ข้อต่อต่าง ๆ อยู่นิ่งเป็นเวลานานจะทำให้เกิดพังผืด ยึดเกาะจนข้อติดแข็งและเจ็บปวดเมื่อขยับ ผู้ดูแลจึงต้องช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้นทุกวัน เช่น การจับแขนและขารวมถึงนิ้วมือและนิ้วเท้ายกขึ้น-ลง พับและยืดข้อพับช้า ๆ หมุนข้อมือและข้อเท้า รวมถึงการนวดกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อรักษาช่วงการเคลื่อนไหวและช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น

7. ดูแลจิตใจผู้ป่วยและสุขภาพของผู้ดูแล

สภาพจิตใจส่งผลต่อการฟื้นตัวของร่างกายอย่างมาก ผู้ดูแลควรพูดคุยกับผู้ป่วยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อลดความรู้สึกไร้ค่า ในขณะเดียวกัน ผู้ดูแลเองก็ต้องบริหารเวลาพักผ่อนเพื่อลดความเครียดสะสม หากจำเป็นควรหาผู้ช่วยสลับสับเปลี่ยนเพื่อรักษาพลังกายและพลังใจในการดูแล


จัดสภาพแวดล้อมและเตรียมอุปกรณ์อย่างไรให้พร้อม?

สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวผู้ป่วยมีผลโดยตรงต่อทั้งความเร็วในการฟื้นฟูร่างกายและสภาวะอารมณ์ ห้องของผู้ป่วยควรมีความสะอาด เงียบสงบ อุณหภูมิพอเหมาะ และมีระบบอากาศที่ถ่ายเทได้สะดวก ไม่มีกลิ่นอับชื้น เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคต่าง ๆ

เตียงและสภาพแวดล้อม

ควรเลือกใช้เตียงผู้ป่วยที่สามารถปรับระดับความสูงและองศาของหัวเตียงได้ เพื่อความสะดวกในการจัดท่านั่งรับประทานอาหารและการพลิกตัว และควรใช้ที่นอนลมป้องกันแผลกดทับ เพื่อช่วยกระจายแรงกดทับของร่างกาย นอกจากนี้ตำแหน่งของเตียงควรเอื้อให้ผู้ป่วยมองเห็นสิ่งแวดล้อมภายนอกหรือพูดคุยกับคนในบ้านได้ง่าย

อุปกรณ์ที่ควรมีติดบ้านมีอะไรบ้าง?

การจัดเตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดและสุขอนามัยให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ จะช่วยลดขั้นตอนและเพิ่มความรวดเร็วในการดูแลผู้ป่วยติดเตียงได้เป็นอย่างดี


สัญญาณที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์มีอะไรบ้าง?

แม้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ผู้ป่วยติดเตียงอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันขึ้นได้ตลอดเวลา ผู้ดูแลจำเป็นต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนความผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยมีไข้สูง หายใจหอบเหนื่อยหรือมีเสียงครืดคราดในลำคอ ผิวหนังเริ่มมีรอยแดงเข้มช้ำที่ไม่จางหายไปภายใน 30 นาทีหลังพลิกตัว หรือปัสสาวะมีสีขุ่นเข้มและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ ต้องรีบแจ้งแพทย์หรือนำส่งโรงพยาบาลทันที

สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อน

การเฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ สัญญาณเตือนที่บอกว่าผู้ป่วยเริ่มมีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ 


การดูแลผู้ป่วยติดเตียงให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีการฟื้นตัวที่เหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่การทำความสะอาดร่างกายหรือการป้อนอาหารไปวัน ๆ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความอดทน และการเลือกใช้อุปกรณ์ที่ถูกต้อง เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่แบบเทปและแผ่นรองซับของ Certainty ที่ช่วยให้การดูแลเรื่องขับถ่ายง่ายขึ้น การปฏิบัติตามวิธีการดูแลผู้ป่วยติดเตียงทั้ง 7 ข้ออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตราย และช่วยให้ผู้ป่วยมีสภาพจิตใจที่ดี พร้อมที่จะรับการฟื้นฟูทางร่างกายต่อไป

คำถามที่พบบ่อย

Q: ควรพลิกตัวผู้ป่วยติดเตียงบ่อยแค่ไหนเพื่อป้องกันแผลกดทับ?

A: ควรพลิกตัวและเปลี่ยนท่านอนให้ผู้ป่วยทุก ๆ 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย โดยสลับระหว่างท่านอนหงาย ท่านอนตะแคงซ้าย และท่านอนตะแคงขวา เพื่อไม่ให้จุดใดจุดหนึ่งของร่างกายรับน้ำหนักนานเกินไป

Q: หากผู้ป่วยมีอาการสำลักอาหารบ่อยครั้งควรแก้ไขอย่างไร?

A: ต้องจัดให้อยู่ในท่านั่งตรง 90 องศาขณะรับประทานอาหาร ปรับเปลี่ยนอาหารให้มีความข้นหนืด เคี้ยวง่าย และให้ก้มคอเล็กน้อยขณะกลืน หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการให้อาหารทางสายยาง

Q: การทำกายภาพบำบัดในผู้ป่วยติดเตียงสามารถทำเองที่บ้านได้ขอบเขตแค่ไหน?

A: ผู้ดูแลสามารถช่วยขยับข้อต่อต่าง ๆ เช่น แขน ขา ข้อมือ ข้อเท้า และนิ้วมือ นิ้วเท้า ขึ้นลงและยืดเหยียดเบา ๆ ได้ทุกวัน เพื่อป้องกันข้อติด แต่ควรปรึกษานักกายภาพบำบัดก่อนเพื่อเรียนรู้ท่าทางที่ปลอดภัย

Q: จะสังเกตอย่างไรว่าผู้ป่วยติดเตียงกำลังเผชิญภาวะซึมเศร้า?

A: ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมพูดคุย มีสีหน้าอมทุกข์ นอนไม่หลับ หรือมีพฤติกรรมหงุดหงิดก้าวร้าวผิดปกติ ซึ่งผู้ดูแลควรให้กำลังใจและชวนคุยเรื่องที่ผ่อนคลาย

Q: อุปกรณ์ชิ้นใดที่จำเป็นที่สุดในการลดโอกาสเกิดแผลกดทับ?

A: เตียงผู้ป่วยที่ปรับระดับได้และที่นอนลมป้องกันแผลกดทับ ถือเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสูงสุด เนื่องจากช่วยกระจายแรงกดทับและลดความเหนื่อยล้าของผู้ดูแลในการพลิกตัวผู้ป่วย


Source: senior.co.th, aryuwatnursinghome.com, rehabwalkwell.com, modernformhealthcare.co.th, bangpakok3.com